วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2551

สตาร์คอม มีเดียเวสท์ กรุ๊ปเปิดตัว IntenTrack




สตาร์คอม มีเดียเวสท์ กรุ๊ปเปิดตัว IntenTrack™ โครงการวิจัยต่อเนื่องขนาดใหญ่โครงการแรกของโลก ศึกษาทัศนคติและพฤติกรรมเชิงลึกของผู้บริโภค เพื่อหาความเชือมโยงที่มีต่อแบรนด์และการตัดสินใจซื้อ
เผยเป็นการวิจัยแนวใหม่เจาะลึกพฤติกรรม "ความสนใจของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์" เพื่อใช้วางกลยุทธ์สื่อสารสร้างยอดขายและให้ผลตอบแทนการลงทุนสูงสุด สตาร์คอมมีเดีย เวสท์ กรุ๊ป เครือข่ายมีเดียเอเยนซี่ระดับโลก ประกาศเปิดตัวโครงการวิจัยโครงการใหม่ ภายใต้ชื่อ "อินเทนท์ แทร็ค" (IntenTrack™) เผยเป็นโครงการวิจัยที่สตาร์คอม มีเดียเวสท์ พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ เก็บข้อมูลยาวนานต่อเนื่องทุกสัปดาห์ใน 28 ประเทศ เพื่อสำรวจและวิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคในเชิงลึก ที่แสดงออกในรูป "ความสนใจ" ทีมีต่อแบรนด์ เจาะลึกเป็นรายแบรนด์มากกว่า 200 แบรนด์ใน 30 ประเภทผลิตภัณฑ์ มร. ระวิ คีราน ประธานกรรมการบริหาร (ซีอีโอ) สตาร์คอมมีเดียเวสท์กรุ๊ป ภาคพื้นเอเซียใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า "IntenTrack™" เป็นการวิจัยแนวคิดใหม่ ที่สตาร์คอม มีเดียเวสท์พัฒนาขึ้นเพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มใหม่ๆ ในอนาคตของตลาดและผู้บริโภค "เราเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ทิศทางการแข่งขันในตลาดจะเปลี่ยนไปและทวีความรุนแรงมากขึ้น ในด้านการสื่อสารเราสามารถสร้างการรับรู้ผ่านช่องทางต่างๆ ได้มากมาย แต่ว่าการดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด ดังนั้น สตาร์คอม มีเดียเวสท์ กรุ๊ป จึงมีวิสัยทัศน์ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำแนวคิดใหม่ที่เรียกกันว่า "เศรษฐกิจบนฐานความสนใจของผู้บริโภค หรือ Consumer Attention Economyซึ่งภายใต้แนวคิดใหม่นี้ ทุกๆ แบรนด์ต้องแข่งขันกันช่วงชิงความสนใจจากผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด" สตาร์คอมมีเดียเวสท์ เริ่มดำเนินงานโครงการ "IntenTrack™" ตั้งแต่ปีพ.ศ.2549 มีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้เชี่ยวชาญอันดับหนึ่งในเรื่องการสื่อสารเพื่อสร้าง "ความสนใจของผู้บริโภค” ทั้งในด้านศาสตร์และศิลป์ ประกอบด้วยการวิจัย การวางแผนกลยุทธ์และความคิดสร้างสรรค์ในการสื่อสาร "IntenTrack™" เป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษาภาพรวมของพฤติกรรมผู้บริโภคและช่องทางการติดต่อสื่อสารต่างๆ พร้อมทั้งทำนาย และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับความสนใจและความตั้งใจของผู้บริโภค โดยสรุปหัวใจหลักของโครงการ "IntenTrack™" คือการทำความเข้าใจระดับความสนใจของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์นั่นเอง ซึ่งจะนำไปใช้ในการสร้างสรรค์ความคิดใหม่ๆ เพื่อจะสร้างจุดเชื่อมโยงระหว่างแบรนด์และผู้บริโภคได้อย่างใกล้ชิดแนบแน่นยิ่งขึ้น สตาร์คอม มีเดียเวสท์ กรุ๊ป ได้เริ่มดำเนินงาน "IntenTrack™" ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2550 โดยในภูมิภาคเอเซียซึ่งเป็นหนึ่งในสามตลาดหลักทั่วโลก ได้เปิดตัวใน 11 ประเทศ และประเทศไทยอยู่ในกลุ่มผู้ริเริ่มที่ได้ดำเนินการวิจัยครั้งนี้ สำหรับ "IntenTrack ™" นับเป็นการวิจัยที่ศึกษาพฤติกรรมปฎิสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคและแบรนด์ ที่กว้างขวางครอบคลุมพฤติกรรมของผู้บริโภคในแง่มุมต่างๆ มากที่สุด เริ่มตั้งแต่การเปิดรับสื่อแบบดั้งเดิมคือสื่อโทรทัศน์ เรื่อยไปจนถึงการสื่อสารแบบการพูดคุยกับเพื่อนฝูง พร้อมกันนี้ โครงการ IntenTrack™ ยังเก็บข้อมูลเชิงพฤติกรรมที่แสดงความสนใจของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ดังกล่าวไปพร้อมๆ กันด้วย สำหรับการวัดความตั้งใจของผู้บริโภค จะเริ่มวัดตั้งแต่การเปลี่ยนพฤติกรรมในระดับต้นๆ ได้แก่ การเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อแบรนด์ ตลอดจนถึงการแสดงความสนใจที่จะมีพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการซื้อ เช่น การไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแบรนด์ การพูดคุยกับคนอื่น หรือการไปที่ร้านค้า เพื่อหาประสบการณ์โดยตรงกับแบรนด์ และการตกลงใจซื้อสินค้าแบรนด์นั้นในที่สุด มร. รังกา โสมนธัน รองประธานฝ่ายวิจัยและวิเคราะห์ผู้บริโภคประจำภูมิภาคเอเชีย สตาร์คอม มีเดียเวสท์ กรุ๊ป กล่าวว่า "IntentTrack™" จะช่วยให้สตาร์คอมมีเดียเวสท์พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง คือไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค แต่จะสามารถทำนาย และประเมินพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม ทั้งนี้การตอบสนองของผู้บริโภค อาจอยู่ในหนึ่งในสี่รูปแบบต่อไปนี้ ได้แก่ 1. การพิจารณาหรือสนใจใคร่รู้อย่างลึกซึ้ง 2.การพิสูจน์หรือแสวงหาความเห็นจากผู้อื่น 3.การแสดงออกหรือให้ความเห็น 4. การสำรวจค้นหา เช่นการหาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งในที่สุดจะหลอมรวมกันเข้าไปสู่การตัดสินใจในการซื้อ หรือแนะนำแบรนด์นั้นๆให้ผู้อื่นต่อไป ในระยะ 16 เดือนที่ผ่านมา สตาร์คอม มีเดียเวสท์ ได้เก็บข้อมูลผู้บริโภคจำนวนกว่า 2 ล้านคน เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้สื่อ ความสนใจ และนิสัยการจับจ่ายใช้สอย "การลงทุนทั่วโลกของเราในการพัฒนาโครงการวิจัย IntenTrackäเป็นประจักษ์พยานถึงความเชื่อมั่นของสตาร์คอมว่า เราสามารถเข้าใจระดับความสนใจของผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังสามารถทำนายแนวโน้มพฤติกรรมและนำไปประยุกต์ใช้ในการวางกลยุทธ์เพื่อเพิ่มการขายได้อีกด้วย" มร. ระวิ คีราน ซีอีโอ สตาร์คอมมีเดียเวสท์กรุ๊ป ภาคพื้นเอเซียใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวในท้ายที่สุด

แท็กซี่เฮ! ได้ขึ้นราคา คาดมีผลสัปดาห์นี้


เมื่อวานนี้ (18 มิ.ย.) นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่าได้ลงนามในประกาศกระทรวง อนุมัติให้แท็กซี่มิเตอร์ปรับขึ้นราคาในอัตราใหม่ ตามที่คณะกรรมการพิจารณาอัตราค่าโดยสารแท็กซี่เสนอมาแล้ว หลังนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเห็นชอบ ส่วนผลในทางปฏิบัติต้องรอประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อนคาดว่า มีผลภายในสัปดาห์นี้ ดังนี้ กิโลเมตรแรก 35 บาท กิโลเมตรที่ 2-12 คิด 5 บาท/กิโลเมตร กิโลเมตรที่ 12-20 คิด 5.50 บาท/กิโลเมตร กิโลเมตร ที่ 20-40 คิด 6 บาท/กิโลเมตร กิโลเมตรที่ 40-60 คิด 6.50 บาท/กิโลเมตร กิโลเมตรที่ 60-80 คิด 7.50 บาท/กิโลเมตร กิโลเมตรที่ 80 ขึ้นไป คิด 8.50 บาท/กิโลเมตร หรือปรับขึ้นเฉลี่ย กม.ละ 50 สตางค์ อย่างไรก็ตามอัตราค่าโดยสารใหม่ จะประกาศใช้อัตราเดียวกันทั่วประเทศ จากเดิมจะประกาศใช้ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อป้องกันปัญหาระบบการเหมาจ่าย เมื่อเรียกใช้บริการไปยังต่างจังหวัดจะหมดไป ซึ่งที่ผ่านมาถือเป็นการเอาเปรียบประชาชน โดยอัตราใหม่คณะกรรมการฯ ได้คำนวณค่าโดยสารไป-กลับไว้แล้ว รวมทั้งจะไม่มีเหตุการณ์การปฏิเสธผู้โดยสารเกิดขึ้นอีก ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย มีโทษปรับ 2,000 บาท หากผู้โดยสารพบเห็นสามารถแจ้งได้ที่ สายด่วนกรมการขนส่งทางบก 1584 ได้ทันที ขณะที่ นายชัยรัตน์ สงวนชื่อ รักษา การอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า หลังประกาศปรับราคาใหม่อย่างเป็นทางการรถแท็กซี่ทุกคัน ต้องไปปรับมิเตอร์กับ 9 บริษัท ที่ทำการติดตั้ง ซึ่งเป็นบริษัทที่กรมฯ รับรอง โดยจะมีเจ้าหน้าที่กรมฯ ตรวจสอบด้วยความถูกต้องของการคำนวณค่าโดยสารว่าเป็นไปตามอัตราที่ปรับขึ้นหรือไม่ ส่วนรถแท็กซี่ที่ยังไม่ได้ปรับมิเตอร์รองรับอัตราค่าโดยสารใหม่ ต้องใช้ราคาเดิมจนกว่าจะมีการปรับมิเตอร์ใหม่ และผ่านการรับรองจากกรมฯ ด้าน นายบุญชัย รุ่งเรืองไพศาลสุข ประธานเครือข่ายคัดค้านการขึ้นค่าโดยสารสาธารณะ กล่าวว่าได้เดินทางมายังกระทรวงคมนาคม เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการปรับค่าโดยสารแท็กซี่ต่อ รมช.คมนาคม เนื่องจากเห็นว่าเป็นการสร้าง ความเดือดร้อนให้กับประชาชน และเหตุผลในการปรับขึ้นราคาก็ขาดความชัดเจนในการชี้แจง ซึ่งผู้ประกอบการไม่เคยให้เหตุผลในเรื่องการขาดทุน ดังนั้นการปรับราคาครั้งนี้ เอื้อประโยชน์ ให้ผู้ประกอบการเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีกำไรอยู่แล้ว แต่ผู้ขับขี่อาจมีรายได้ลดลงบ้าง เพราะปริมาณแท็กซี่มีมากเกินความจำเป็น น่าจะพิจารณาให้ผู้ประกอบการลดค่าเช่าให้ผู้ขับขี่ ราคาค่าโดยสารปัจจุบันก็จะอยู่ได้ รวมทั้งได้ยื่นหนังสือคัดค้านการปรับขึ้นค่าโดยสารเรือ ซึ่งจะ มีผลในวันที่ 25 มิถุนายน ต่อนายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม เพราะเห็นว่าผู้ประกอบการเดินเรือยังมีผลกำไรในการประกอบการอย่างมาก ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับสูงขึ้นอาจทำให้ผลกำไรลดลงบ้าง