วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เจาะลึกฉลามหนุ่ม ไมเคิล เฟลป์ส

เรียกได้ว่าสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ให้กับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกจริงๆ สำหรับฉลามหนุ่มวัย 23 อย่าง "ไมเคิล เฟลป์ส" (michael phelps) หลังเขาสามารถคว้าเหรียญทองให้กับทีมชาติสหรัฐอเมริกาถึง 8 เหรียญ ซึ่งถ้ารวมเหรียญทองการแข่งขันในระดับโอลิกปิกแล้ว ไมเคิลเฟลป์ส ถือว่าเป็นนักกีฬาประวัติศาสตร์ ที่คว้าเหรียญทองในโอลิมปิกได้มากที่สุดในโลกถึง 14 เหรียญทอง เพราะเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ณ การแข่งขันโอลิมปิก ที่ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เขาสามารถคว้าได้ถึง 6 เหรียญทอง และมาปักกิ่งเกมส์ ที่ประเทศจีนครั้งนี้เขาก็คว้ามาได้ถึง 8 เหรียญ แถมยังทำลายสถิติโลก ที่เคยทำไว้อีกหลายรายการ จนทำให้ชื่อของเขาดังก้องไปทั่วโลก พร้อมๆ กับกระแสความนิยมและอยากรู้จักสัมผัสชีวิตของเขา วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอไปล้วงลึกเบื้องหน้าเบื้องหลังของ "ไมเคิล เฟลป์ส" กัน อย่ารอช้า ตามเข้ามาเลย... ไมเคิล เฟลป์ส (michael phelps) มีชื่อเล่นว่า "เอ็มพี" เกิดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ปี 1985 (พ.ศ.2528) ที่เมืองบัลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเติบโตที่ย่านร้อดเจอร์ส ฟอร์จ (Rodgers Forge) ซึ่งในวัยเด็ก ไมเคิล เฟลป์ส เป็นโรค ADHD หรือ โรคสมาธิสั้น เขามีพี่สาว 2 คน ได้แก่ วิทนีย์ และ ฮิลารี่ ซึ่งทั้งคู่เป็นนักว่ายน้ำเช่นกัน (โดยวิทนีย์ เกือบจะได้ลงแข่งว่ายน้ำให้กับทีมชาติสหรัฐอเมริกา ในโอลิมปิกเกมส์ 1996 แต่โชคร้ายต้องมาบาดเจ็บเสียก่อน) ไมเคิล เฟลป์ส จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมที่ ทาวสัน ไฮสคูล เมื่อปี 2003 และเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน ระหว่างปี 2004-2008 โดยเรียนด้านการตลาดและการจัดการด้านกีฬา อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เมื่อปี 1994 เฟรด เฟลป์ส พ่อของเขา ซึ่งเป็นตำรวจแห่งรัฐแมรี่แลนด์ และ เด้บบี้ เดวิสสัน เฟลป์ส ผู้เป็นแม่ ที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนประถม ได้หย่าร้างกัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงอะไร สำหรับจุดเริ่มต้นที่ทำให้ ไมเคิล เฟลป์ส ก้าวเข้าสู่นักกีฬาว่ายน้ำนั้น เกิดขึ้นเมื่ออายุได้ 7 ขวบ ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจมาจากพี่สาวทั้ง 2 คน และเมื่ออายุ 10 ขวบ เขาก็สามารถทำลายสถิติระดับประเทศในเด็กอายุรุ่นเดียวกัน ต่อมา ไมเคิล เฟลป์ส ได้พัฒนาฝีมืออย่างรวดเร็วจนติดทีมชาติ และได้เข้าแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก 2000 (พ.ศ.2543) ที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ด้วยวัยเพียง 15 ปี และด้วยนิสัยส่วนตัวที่ชอบใช้ชีวิตคนเดียว ไมเคิล เฟลป์ส ได้ตัดสินใจซื้อบ้านและย้ายไปอยู่ที่รัฐมิชิแกนคนเดียว โดยเขาเริ่มหัดว่ายน้ำลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ แต่ไม่ลืมที่จะจัดตารางเวลาฝึกซ้อมอย่างเคร่งครัด แต่เดือนพฤศจิกายนปี 2004 เขาก็ถูกจับในคดีเมาและขับ ที่เมืองซาลิสบิวรี่ รัฐแมรี่แลนด์ โดยขณะนั้นมีอายุ 19 ปี และต้องถูกปรับเงิน 250 ดอลลาร์สหรัฐฯ และบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมเป็นเวลา 18 เดือน ด้วยการพูดรณรงค์เมาไม่ขับตามโรงเรียนต่างๆ จากนั้นเดือนพฤษภาคมปี 2008 ไมเคิล เฟลป์ส ตั้งใจที่จะกลับไปยังบัลติมอร์อีกครั้ง เพื่อเข้าคัดตัวไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2008 โดยจะร่วมมือกับ บ๊อบ โบว์แมน พร้อมกับกล่าวว่า ผมไม่ได้ว่ายน้ำเพื่อใครอื่น ผมคิดว่าเราทั้งคู่ จะสามารถช่วยให้สโมสรนักกีฬาบัลติมอร์เหนือ (North Baltimore Athletic Club) ไปได้ไกลกว่านี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเดินทางมาแข่งขันโอลิมปิกที่ปักกิ่ง ไมเคิล เฟลป์ส เคยประกาศเอาไว้ "ผมพร้อมแล้ว" ซึ่งจุดมุ่งหมายของเขาคือการทำลายสถติของ มาร์ค แอนดรูว์ สปิตซ์ (เจ้าของสถิติคว้าเหรียญทองมากที่สุดจากการแข่งขันโอลิมปิคเกมส์ครั้งเดียว ด้วยผลงาน 7 เหรียญทอง ในโอลิมปิคเกมส์ ปี 1972 ที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี และยังทำลายสถิติโลกทั้ง 7 รายการอีกด้วย) พร้อมกลายเป็นฮีโร่อเมริกันคนใหม่ ซึ่งเขาก็สามารถทำได้อย่างที่กล่าวไว้ หลังจากคว้าเหรียญทองมาให้สหรัฐฯ ได้ถึง 8 เหรียญทอง จากการลงแข่งขันทั้งหมด 8 รายการ พร้อมทั้งทำลายสถิติทุกรายการ สำหรับรางวัลที่เขาเคยได้รับ ได้แก่ นักว่ายน้ำระดับโลกแห่งปี ในปี 2003, 2004, 2006 และ 2007 รวมทั้งรางวัล นักว่ายน้ำอเมริกันแห่งปี ในปีที่กล่าวมาเบื้องต้น รวมทั้งปี 2001 และ 2002 แต่ใช่ว่า ไมเคิล เฟลป์ส จะดังเพียงแค่การว่ายน้ำเท่านั้น เพราะด้วยรูปร่างบึกบึน แข็งแรง น่ากอด น่าฟัด จนเข้าตาสาวๆ ทำให้เขาติดอันดับ 1 ใน 10 หนุ่มน่าหม่ำที่สาวๆ เห็นแล้วต้องหวั่นไหว ของนิตยสารบันเทิง OK! Magazine มาครองอีกด้วย ทั้งเก่ง...ทั้งหล่อ...แถมมีความสามารถแบบนี้ เชื่อว่า "ไมเคิล เฟลป์ส" คงเข้าไปอยู่ในหัวใจใครหลายๆ คนอีกนานแสนนาน (จริงไหม)

ประวัติ
ชื่อ : ไมเคิล เฟลป์ส
เกิด : 30 มิถุนายน 1985
สถานที่เกิด : บัลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ สหรัฐอเมริกา
ส่วนสูง : 6 ฟุต 3 นิ้ว (193 เซ็นติเมตร)
น้ำหนัก : 88 กิโลกรัม
กีฬาที่ชอบ : ว่ายน้ำ
สโมสร : นอร์ธ บับติมอร์ เอซี

จากจับกังก่อสร้าง สู่เหรียญทองโอลิมปิก

ความผิดหวัง...โอลิมปิกเกมส์ 2004 กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ถึงจะทำให้ชีวิต "น้องเก๋" ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล เซซวนไปบ้าง แต่เหรียญทอง โอลิมปิก 2008 ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงจิตใจที่มุ่งมั่นเข้มแข็ง สี่ปีที่แล้ว เก๋ถามพ่อ... "พ่อ...หนูเลิกเล่นกีฬายกน้ำหนัก พ่อจะว่าอะไรไหม พ่อก็ว่า...ตามใจหนู หนูโตอายุตั้ง 20 แล้ว ตัดสินใจเองได้หมดทุกอย่างแล้ว" คุณพ่อจันทร์แก้ว อายุ 48 ปี กล่าว นัยความหมาย พ่อจะว่าอะไรไหม? คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่สำหรับพ่อรู้อยู่เต็มอกว่า เก๋หมายถึง...ถ้าเลิกก็จะไม่มีรายได้มาเลี้ยงพ่อแม่ และน้องๆอีก 3 ชีวิต ช่วงนั้น พ่อแม่เก๋ยังยึดอาชีพกรรมกรก่อสร้าง มีรายได้รายวัน วันละ 200 บาท แต่เก๋มีรายได้จากการเล่นกีฬา บริหารรายรับให้พอกับรายจ่ายอย่างเต็มที่ เก๋ส่งเงินกลับบ้านทุกเดือน ระยะห่างแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับว่า ครอบครัวเดือดร้อนมากขนาดไหน เฉลี่ยแล้วอาทิตย์...สองอาทิตย์ จะส่งมาทีละ 3,000-4,000 บาท จริงๆ แล้ว พ่อก็รู้ว่าลูกมีรายได้ไม่ได้มากขนาดนั้น อาศัยว่าเก็บมากกว่าจ่าย เป็นคนไม่ค่อยใช้เงิน ไม่เที่ยว นิสัยตั้งแต่เด็กไม่มีเงิน...ไม่กินก็ได้ ไม่เคยงอแงร้องขอ ไม่ร้องขอ เพราะรู้ว่าอ้อนไปพ่อแม่ก็ไม่มีเหมือนกัน "เก๋จึงพูดให้พ่อแม่สบายใจว่า...ไม่ต้องเป็นห่วง เก็บตัวฝึกซ้อม ข้าว ขนม...มีกินทุกมื้อ" ฐานะยากจนขัดสนเป็นลูกกรรมกรก่อสร้าง แต่ละช่วงชีวิตจึงดำเนินไปอย่างยากลำบาก แต่นิสัยส่วนตัว เก๋เป็นเด็กร่าเริง เข้มแข็งดีมาก ที่ว่าเก๋นิสัยขี้แง ก็แค่ตอนเด็กๆ อายุ 3-4 ขวบ...เหมือนเด็กทั่วไป คุณพ่อจันทร์แก้ว บอกว่า ตั้งแต่เก๋เข้าอนุบาล พ่อแม่ต้องออกไซต์ งานรับจ้างต่างจังหวัด มาไกลถึงกรุงเทพฯ ทำได้ 1 ปี ก็ย้ายไประยอง แล้วก็ย้ายไปเรื่อยๆ...ส่วนเก๋มีตากับยายคอยเลี้ยงดู

"ชีวิตจับกัง...กรรมกร ไม่มีวันสบายหาเงินง่าย ใครไม่ทำ... ไม่รู้หรอกว่าลำบากสุดๆ" ช่วงที่เก๋ยังเล็ก พ่อแม่ทำงานสองแรงแข็งขันมีรายได้คนละ 170-180 บาทต่อวัน รายได้รวมกันวันละไม่ถึง 400 บาท ไหนจะกินจะใช้ ไหนจะต้องส่งลูก ที่กำลังเรียน ต้องใช้จ่ายอย่างกระเบียดกระเสียร และบ่อยครั้งที่ขอเบิกล่วงหน้า ครั้งละ 1,000 บาท วันที่ขอเบิกค่าแรงล่วงหน้า มักจะเป็นวันที่ 15 ของแต่ละเดือน คุณแม่ภาวลีย์จะเป็นตัวแทนทั้งพ่อและแม่กลับบ้านหาลูก เพื่อเอาเงินไปให้ยายเก็บไว้ใช้จ่าย "ไม่เบิกล่วงหน้า ก็ไม่มีเงิน...แล้วก็ต้องมาทำงานตามใช้หนี้ เหมือนเป็นวัฏจักรที่ไม่มีวันสิ้นสุด" เก๋เรียนชั้นประถม ทุกเช้ายายจะมาส่งหน้าปากซอย รอรถโรงเรียน หน้าปากซอยจะมีอู่ซ่อมรถยนต์ เปิดเป็นยิมฝึกซ้อมนักกีฬายกน้ำหนัก เก๋ก็เห็นจนชินตา กระทั่ง เก๋เรียนชั้น ป.4 ก็มีคนในยิม เอ่ยปากชวน...อยู่ว่างๆไม่ได้ทำอะไร ก็มาออกกำลังกายด้วยกัน "เด็กละแวกบ้านหลายคนก็มาเล่นอยู่ก่อนแล้ว เห็นอยู่กับยาย กลัวเหงา...ก็เลยชวนมาเป็นเพื่อนเล่นกัน ไม่ได้คิดว่าจะเล่นจริงจังจนติดทีมชาติ" ลูกเก๋โตขึ้นเรื่อยๆ นับวันพ่อกับแม่ก็ยิ่งลำบากมากขึ้น กัดฟันส่งลูกจนจบ ป.6 จะขึ้น ม.1 ค่าเทอมแพงขึ้น เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ "พ่อแม่ไม่มีเงินส่งให้ลูกเรียนอีกแล้ว" พ่อพูดกับเก๋ตรงๆ "ทำยังไงได้ เราอาชีพหาเช้ากินค่ำ ก็ชวนลูกไปทำงานด้วยกันที่กรุงเทพฯ..." เก๋ผันสถานะจากเด็กนักเรียนเป็นกรรมกรหิ้วปูน ขนอิฐ โครงการก่อสร้างคอนโดฯสูง 4 ชั้น ย่านลาดพร้าว 71 ได้ค่าแรงวันละ 100 บาท ถึงจะมีชีวิตที่ลำบาก แต่น่าภูมิใจที่เก๋ไม่เคยบ่นว่ารู้สึกเสียใจ พ่อเคยปลอบ "ถ้ามีเงินเมื่อไหร่...ค่อยมาเรียนก็ได้ เรื่องเรียนไม่มีใครแก่เกินเรียน น้องเก๋ก็เข้าใจ บอกว่า...ไม่เป็นไรพ่อ หนูมีเงินค่อยเรียน กศน.ก็ได้" เก๋เป็นจับกังอยู่ไม่นาน พี่ๆที่ค่ายยกน้ำหนักก็ให้คนมาตามถึงกรุงเทพฯ ให้เก๋มาเรียนหนังสือ โดยมีข้อแม้ว่า ต้องเป็นนักกีฬายกน้ำหนัก คุณพ่อจันทร์แก้ว...ถามลูกว่า เอามั้ย เก๋ตอบตกลง ชีวิตเก๋เหมือนตกกระไดพลอยโจนต้องมาเล่นกีฬายกน้ำหนัก นึกถึงวันนั้น รู้สึกสะท้อนใจทุกที ไม่ต้องพูดถึง ว่าจะได้ไปส่งลูกให้ถึงฝั่งฝัน เอาแค่เงินติดตัวมีแค่ 500 บาท ก็ให้ลูกไปทั้งหมด เป็นทั้งค่ารถ ค่ากิน ค่าเล่าเรียนให้เก๋ได้เริ่มอนาคตใหม่ "โรงเรียนสตรีนครสวรรค์ ถึงจะเรียนฟรี ก็ยังต้องมีค่าใช้จ่ายจิปาถะ ในช่วงเวลาที่ยาวนานนี้ ต้องยกความดีให้กับคุณตา คุณยาย ที่คอยดูแลน้องเก๋ อย่างใกล้ชิด" ตา ยายอายุมากแล้ว ไม่มีอาชีพมั่นคง นอกจากหาผักปลาไปขาย ถึงจะได้เงินไม่มาก แต่ก็ทำให้ 3 ชีวิตดำเนินต่อไปได้แบบถูลู่ถูกัง ยามมีปัญหา แม้ว่าคุณแม่น้องเก๋เป็นคนไม่ค่อยพูด แต่เก๋ก็ปรึกษาแม่มากกว่าพ่อ คุณแม่ภาวลีย์ อายุ 53 ปี บอกว่า ปกติลูกสาวคนนี้ เป็นคนหัวอ่อน เชื่อคนง่าย วันนี้ถือว่าประสบความสูงสุดแล้ว แม่ก็คงไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง "เก๋เป็นหลักของครอบครัวมาจนพ่อแม่ไว้ใจ มั่นใจว่าจะดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างไม่มีปัญหา" คุณพ่อจันทร์แก้ว บอกอีกว่า เก๋...เป็นคนสุขุมรอบคอบ ทำอะไรคิดหน้าคิดหลัง จะห่วงพ่อแม่น้องก็เรื่องเดียว...มีรายได้พอกินพอใช้หรือเปล่า ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปกี่ปีกี่เดือน เก๋จะถาม "พ่อเหนื่อยไหมทำงาน...พ่อเลิกอาชีพก่อสร้างได้ไหม" พ่อก็ว่า "ถ้าพ่อเลิกจะให้พ่อไปทำอะไร จะทำอะไรก็ต้องใช้ทุน เก๋ก็ยังบอก... เอาไหม หนูให้" สองปีที่แล้ว เก๋ใช้เงินสดก้อนใหญ่เกือบ 8 แสนบาท ซื้อบ้านที่ตำบลหนองปลิง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เงินก้อนนี้มาจากน้ำพักน้ำแรงที่เหน็ดเหนื่อยกับกีฬายกน้ำหนัก พ่อเห็นลูกซื้อบ้านไปแล้ว คงเหลือเงินไม่มากก็อยากให้ลูกเก็บเงินไว้ก่อน "คิดว่าถ้าลงทุนค้าขาย พ่อเคยแต่ทำนากับกรรมกรก่อสร้าง...ไม่มีหัวทางนี้ ส่วนแม่ก็ไปไหนไปกันกับพ่อ ไม่มีหัวการค้าเหมือนกัน" คุยกันไปคุยกันมา ความคิดสุดท้ายจบตรงที่ "ขายลูกชิ้นทอด" ถึงจะต้องใช้เงินทุนหลักหมื่น เก๋ก็ทยอยส่งมาให้ทีละสี่พัน...ห้าพัน ไปซื้อรถพ่วงข้างมอเตอร์ไซค์ ตู้ เตา กระทะทอดลูกชิ้น ได้จนครบ อาชีพใหม่ของคุณพ่อ ทำมาได้กว่า 6 เดือนแล้ว ตะลอนวิ่งขายในตำบลหนองปลิง วันละกว่า 10 กิโลเมตร หักทุน...หักน้ำมันแล้ว เหลือวันละ 200 กว่าบาท รายได้นี้ กับปากท้องคนทั้งครอบครัว จันทร์แก้วบอกว่า ยังไงก็ไม่พอ "ถึงวันนี้...น้องเก๋ยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลัก ส่งเงินมาให้ที่บ้านทุกเดือนไม่เคยขาด ถ้าไม่มีเก๋ ครอบครัวเจริญรัตนธารากูล คงไม่ลืมตาอ้าปากได้อย่างวันนี้" ก่อนเดินทางไปแข่งโอลิมปิกที่ปักกิ่ง น้องเก๋ไม่ได้ตั้งความหวังไว้เกินตัว หรือวางแผนอนาคตที่จะทำอะไรต่อไปหลังจากกลับมา คุณพ่อจันทร์แก้วยังบอกลูกว่า พ่อเองก็ไม่ได้หวังอะไร เพียงแต่อยากให้ลูกได้ไปโอลิมปิกสักครั้ง ช่วงชีวิตที่ดำเนินมาอย่างยากลำบาก แม้ว่าวันนี้ความสำเร็จของน้องเก๋ จะทำให้หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป แต่คุณพ่อจันทร์แก้วก็ยืนยันว่า...ไม่มีใครลืมตัว "เงินรางวัลที่ได้มา คงไม่ทำให้ครอบครัวเรามีชีวิตที่เปลี่ยนไป เคยลำบากทำงานหาเงินอย่างไร ก็คงทำ"

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

วันภาษาไทยแห่งชาติ ๒๙ กรกฎาคม

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2505 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ทรงเสด็จฯ ไปเป็นประธานและทรงร่วมอภิปรายกับผู้ทรงคุณวุฒิ ในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทยเกี่ยวกับปัญหาการใช้คำไทย ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้ทรงแสดงพระปรีชาสามารถและความสนพระราชหฤทัยห่วงใยในภาษาไทยจนเป็นที่ประทับใจผู้เข้าร่วมการประชุมครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง
พระราชดำรัสในครั้งนั้น มีความตอนหนึ่งว่า “เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้ก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สามคือความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้ …… สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็นในทางวิชาการไม่น้อย แต่บางคำที่ง่ายๆ ก็ควรจะมี ควรจะใช้คำเก่าๆ ที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก …”
ด้วยเหตุนี้ ทบวงมหาวิทยาลัยจึงได้เสนอให้รัฐบาลจัดตั้ง “วันภาษาไทย” ขึ้น เพื่อช่วยกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกให้คนไทยได้ตระหนัก และเห็นคุณค่าของภาษาไทย ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2542 อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านในด้านภาษาไทย รวมทั้งเพื่อกระตุ้นให้สถาบันการศึกษา องค์กร หน่วยงานต่างทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชนชาวไทย ได้ตระหนักในความสำคัญของภาษาไทย และร่วมใจกันใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง และรักษาภาษาไทยอันเป็นภาษาประจำชาติไว้ให้งดงามยั่งยืนตลอดไป
หลังจากเพื่อนๆ ได้รู้ที่ไปที่มากันแล้ว กลิตเตอร์มาสเตอร์ก็เลยอยากเชิญชวนเพื่อนๆ มาใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องกันเถอะค่ะ บางครั้งบางคราวกลิตเตอร์ที่ทำออกมาอาจใช้คำพูดแสลง หรือไม่ถูกหลักการเขียนบ้างก็เพื่อให้เกิดความน่าสนใจ แสดงอารมณ์และความสนุกสนานในเนื้อหา แต่อย่ารุนแรงถึงขั้น ภาษาวิบัติ เลยนะคะ ถ้าเมื่อใดที่เราต้องอ่าน-เขียนภาษาไทยแบบเป็นทางการ เราก็ควรใช้ให้ถูกต้อง และเหมาะสม เคล็ดลับอย่างหนึ่งที่จะทำให้เรารู้จักคำศัพท์ต่างๆ และเขียนได้อย่างถูกต้องคือ การอ่าน ค่ะ (กลิตเตอร์มาสเตอร์ก็ประเภทอ่านดะ เห็นอะไรก็แอบๆ อ่าน ประมาณว่าอยากรู้อยากเห็น ทั้งฉลากสินค้า ป้ายโฆษา ถุงกล้วยแขกก็ยังมี 555)
เราคนไทยควรภูมิใจที่เรามีภาษาเป็นของตนเอง หากเราใช้ภาษาไทยไม่ถูกต้อง มรดกของชาติก็คงจะต้องเสื่อมสูญไป เพราะฉะนั้น เราเป็น “คนไทย” ก็ต้องช่วยกันรักษาและส่งเสริม “ภาษาไทย” ให้อยู่คู่กับประเทศของเราต่อไปตราบนานเท่านานนะคะ

ไม่อยากฟอร์แมตเคื่องใหม่ป้องกันไว้ดีกว่า


คอมพิวเตอร์ของเพื่อนๆ เสียบ่อยไหมครับ?
ใน ที่ทำงานของผมมีคอมพิวเตอร์ที่แผนกไอทีต้องแก้ไขปัญหากันทุกวัน วันไหนไม่มีคอมพิวเตอร์ให้ซ่อม ก็จะรู้สึกแปลกๆ ครับ (เหมือนตำแหน่งหน้าที่การงานสั่นคลอนยังไงไม่ทราบ ฮา ) โดยปกติแล้วปัญหาที่เกิดกับคอมพิวเตอร์ของเรามักมาจาก 3 สาเหตุหลักด้วยกันครับ สาเหตแรกเกิดจากโปรแกรมหรือซอฟท์แวร์ เช่น วินโดว์เสีย โปรแกรมเปิดไม่ขึ้น สาเหตุที่สองเกิดจากอุปกรณ์หรือฮาร์ดแวร์เสีย เช่น คีย์บอร์ดเสีย เมาส์เสีย จอเสีย และสาเหตุสุดท้ายก็คือเกิดจากตัวผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์นั่นเองครับ อย่างที่สามนี่เราแก้กันได้ไม่ยาก แค่หมั่นใช้หมั่นอ่านขยันเล่นคอมพิวเตอร์ เดี๋ยวเราก็เก่งเองครับ
เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนอาจจะเคยท้อบ้างในเวลาที่คอมพิวเตอร์ของเราเสีย ยังไงก็อย่าเพิ่งเลิกใช้มันนะครับ หากเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับแล้ว ผมว่าคุ้มค่ากว่าเป็นไหนๆ และอีกประการหนึ่งก็คือไม่ว่าผู้ใช้คอมพิวเตอร์จะเก่งขนาดไหนทุกคนก็ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องเจอะเจอกับปัญหา ยิ่งเราเจอปัญหามากเท่าไร เราก็ยิ่งเก่งขึ้นเรื่อยๆครับ วันนี้แก้ไขปัญหาไม่ได้ วันหน้าเราก็จะแก้ไขมันได้แน่นอน เอาใจช่วยนะครับ


อย่างที่เรียนให้ทราบว่าปัญหาคอมพิวเตอร์เกิดจาก 3 สาเหตุหลักก็คือ ซอฟท์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และผู้ใช้งาน สำหรับคนซ่อมคอมพ์แล้วสาเหตุที่มักจะเจอบ่อยที่สุดก็คือ โปรแกรมวินโดว์เสียครับ ปัญหาโปรแกรมวินโดว์เสียมีตั้งแต่ปัญหาเล็กๆ เช่น ไอคอนหาย ไปจนถึงปัญหาใหญ่ๆ อย่างวินโดว์เสียจนใช้งานไม่ได้เลยล่ะครับ เมื่อครั้งที่ผมยังเป็นมือใหม่ใช้คอมพ์ การฟอร์แมตเครื่องลงวินโดว์ใหม่ ถือเป็นเรื่องใหญ่โตมากเพราะขั้นตอนแสนจะยุ่งยาก ยังโชคดีผมพอจะมีเพื่อนที่พอมีความรู้ที่จะฟอร์แมตติดตั้งโปรแกรมวินโดว์ได้ ไม่อย่างนั้นก็คงจะต้องเสียตังค์ไปหลายเลยล่ะครับ เพราะสมัยก่อนเค้าเล่นเก็บตังค์ค่าลงโปรแกรมวินโดว์ครั้งละตั้ง 1,000 บาท พอเครื่องเสียทีก็เหงื่อตกเลยล่ะ แม้ว่าทุกวันนี้ค่าติดตั้งโปรแกรมจะอยู่ที่หลักร้อย ผมก็คิดว่าคงไม่มีใครอยากให้คอมพิวเตอร์ของตัวเองเสียใช่ไหมครับ เพราะส่งซ่อมหลายครั้งก็เสียตังค์ไม่น้อยเหมือนกันนะ
ที่มา ของปัญหาโปรแกรมวินโดว์เสียก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของความอยากรู้ อยากเห็นและอยากจะเก่ง นักเล่นคอมพิวเตอร์หลายๆ คนมักมีคุณสมบัติเด่นเฉพาะที่คล้ายกันคือ “มือใหม่ใจมันส์” ใครบอกโปรแกรมนั้นดี เกมส์ นั้นเล่นสนุกก็เป็นต้องเอามาติดตั้ง เล่นได้มั่งไม่ได้มั่งก็ไม่เป็นไรแค่ขอให้ได้ลองก็พอใจครับ (อันนี้เป็นกันทุกคนจริงๆ นะ) ที่สุด ผลของการชอบลองของก็เกิดเหตุจนได้ครับ เมื่อคอมพิวเตอร์เจ้ากรรมทำงานอืดเหมือนเต่าคลาน โปรแกรมทั้งหมดในเครื่องเริ่มที่จะทำงานกันแบบสโลว์โมชั่น เปิดโปรแกรมอะไรขึ้นมาก็ต้องรอจนใจแทบขาด สุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องฟอร์แมตล้างเครื่องใหม่ (โอย เอาอีกแล้ว)
วันนี้ผมมีวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาเล่าให้เพื่อนๆฟังครับ แต่ เอ จะเรียกว่าเป็นการแก้ไขก็ไม่เชิงหรอกครับ ต้องเรียกว่าเป็นการป้องกันปัญหาดีกว่า หลักการมีอยู่ว่า ตอนที่โปรแกรมวินโดว์ในคอมพิวเตอร์ของเรายังใช้งานได้ดี ก็ให้เราบันทึกค่าเก็บเอาไว้ ในวันข้างหน้าหากโปรแกรมวินโดว์เกิดรวนขึ้นมาเราก็สามารถที่จะย้อนกลับไป ณ วันที่เราบันทึกค่าเอาไว้ได้ครับ แน่นอนครับเครื่องเราก็จะกลับมาทำงานได้เหมือนตอนที่เราบันทึกเอาไว้นั่นเอง เราเรียกวิธีการบันค่าแบบนี้ว่า System Restore Point ครับ (ว่าแล้วก็ต้องขออภัยสำหรับเพื่อนๆที่ใช้งานโปรแกรมSystem Restoreเป็นอยู่ก่อนแล้วด้วยนะครับ ไม่เจตนาจะเอามะพร้าวมาขายสวนนะคร้าบ)
วิธีใช้งาน
วิธีการทีดังนี้ครับ
1. บันทึกวันที่โปรแกรมวินโดว์ยังไม่เสีย
1.) คลิกที่ปุ่ม Start > Programs > Accessories > System Tools > System Restore ดังรูป
2.) คลิกเลือก Create a retore point. และคลิกปุ่ม Next

3.) ตั้งชื่อ(อะไรก็ได้)
4.) เมื่อตั้งชื่อเรียบร้อยแล้วคลิกปุ่ม Create

5.) จะแสดงวันเวลาที่เราได้ทำการจดจำความสมบรูณ์ของเครื่องเอาไว้
6.) คลิกที่ปุ่ม Close ขั้นตอนการจดจำความสมบรูณ์ของเครื่องก็เสร็จเรียบร้อยครับ
2. ย้อนกลับไปยังวันที่เราบันทึกไว้
เมื่อถึงวันที่โปรแกรมวินโดว์เรารวนรวนขึ้นมา ก็สามารถที่จะย้อนไปยังวันที่เราตั้งค่าเอาไว้ได้ครับ โดยมีขั้นตอนดังนี้
1.) คลิกที่ปุ่ม Start > Programs > Accessories > System Tools > System Restore
2.) คลิกเลือกที่ Restore my computer to an earlier time ดังรูป เสร็จแล้วก็คลิกปุ่ม Next ครับ

3.) คลิกเลือกวันเวลาที่เราได้ตั้งค่าเอาไว้ (วันที่ที่เราต้องการย้อนกลับ) และ คลิกปุ่ม Next
4.) โปรแกรมจะยืนยันการย้อนกลับไปยังวันเวลาที่เราต้องการ เรียบร้อยแล้วให้คลิกปุ่ม Next จากนั้นรอสัก 1 นาทีระบบกำลังย้อนกลับไปยังวันเวลาที่เราได้เลือกเอาไว้
5.) คลิกปุ่ม OK สิ้นสุดขั้นตอนการย้อนกลับไปยังวันที่เครื่องสมบรูณ์
แถมท้ายอีกนิดครับ เพื่อนๆ บางคนอาจสงสัยว่า เอ๊ะ แล้วเมื่อเราย้อนกลับไปยังค่าที่บันทึกเอาไว้ ไฟล์งานที่ทำจาก Word ,Exel ,PowerPoint และอื่นๆ จะหายไปด้วยรึป่าว อันนี้มั่นใจได้ครับว่า ไม่หายแน่นอน แต่………….เพื่อความไม่ประมาทเราควรเก็บบันทึกข้อมูลของเราไว้ในไดรฟ์ อื่นที่ไม่ใช่ไดรฟ์ C: เช่น USBไดรฟ์ หรือ ไดรฟ์ d: ก็จะเป็นการดีมากครับ ถึงตอนนี้คอมพิวเตอร์ของเราก็จะกลับมาทำงานได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง สำหรับการทำ System Restore Point ควรทำสักสัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อยหรือหากเพื่อนๆ ขยันจะทำทุกวันเลยก็ได้ไม่ผิดกติกาเพราะข้อมูลที่ย้อนกลับจะได้ไม่เก่าจนเกินไปนั่นเองครับ

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

สรุปจากการฟังการนำเสนอของเพื่อนทั้ง 3 กลุ่ม

สรุปจากการฟังการนำเสนอของเพื่อนทั้ง 3 กลุ่ม

กลุ่มที่ ๑ เรื่องบทบาทและการใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานอัตโนมัติ
ลักษณะงานภายในสำนักงานโดยทั่วไปประกอบด้วย
- งานรับข้อมูลและสารสนเทศ
- การเก็บบันทึกข้อมูลสารสนเทศ
- การประมวลผลข้อมูล
- การจัดทำเอกสารธุรกิจ
- การสื่อสารข้อมูลและเอกสารธุรกิจ
การพิจารณาการสื่อสารมีดังนี้
- การพิจารณาอุปกรณ์ต่อพ่วง
- การเลือกตัวกลางการสื่อสารที่เหมาะสม
- การกำหนดเกณฑ์วิธีในการสื่อสาร
- เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินเตอร์เน็ตถูกใช้ในการสื่อสารด้วยไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเป็นแหล่งสืบค้นข้อมูล โดยมีผู้ให้บริการ และผู้สร้างสื่อเผยแพร่มากขึ้น
การนำอินเทอร์เน็ตไปใช้
- การประชาสัมพันธ์
- การสื่อสาร
- การทำงานทางไกล
บทบาทต่อการจัดการทั่วไป คุณภาพของการจัดการ
- การวางแผน
- การจัดองค์การและจัดบุคลากร
- การบริหารงบประมาณ
- การบริหารงานโครงการ
- การควบคุมการปฏิบัติงานในสำนักงาน
- การทำรายงาน
บทบาทต่อการจัดการทั่วไปคุณภาพของผู้บริหาร บทบาทของผู้บริหารอาจแบ่งได้เป็น 3 ด้าน
- การประสานงาน
- สารสนเทศ
- การตัดสินใจประโยชน์ของการทำงานเป็นทีม
- กลุ่มงานเข้าใจปัญหาได้ดีกว่าคนเพียงคนเดียว
- บุคคลจะรับผิดชอบหากมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
- กลุ่มงานค้นหาความผิดพลาดบกพร่องได้
- กลุ่มงานมีสารสนเทศและความรู้มากกว่า
- ช่วยกระตุ้นให้สมาชิกและกระบวนการทำงานดีขึ้น
- แต่ละคนมีพันธะผูกพันในข้อที่ร่วมกันตัดสินใจ
- แต่ละคนจะลดความรู้สึกที่จะต่อต้านสิ่งที่กลุ่มได้ตัดสินใจไปแล้ว
ข้อควรพิจารณาในการปรับเปลี่ยนสำนักงานมาเป็นสำนักงานอัตโนมัติ
- ด้านความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการแก้ไขปรับปรุงตนเอง
- ด้านความพร้อมในการปรับปรุงตนเอง
- การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานใหม่
- การสร้างแนวคิดในการปรับปรุงตนเอง
- การติดตาม การประเมินผล และการแก้ไข

กลุ่มที่ ๒ เรื่องประเภทของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานอัตโนมัติ
ประเภทของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานอัตโนมัติในระดับบุคคลและระดับผู้ใช้คอมพิวเตอร์เป็น ๔ ระดับ
- ผู้ใช้โดยตรง เขียนโปรแกรมและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือช่วยสร้างโปรแกรม
- ผู้ใช้โดยอ้อม ใช้สารสนเทศที่สร้างจากสารสนเทศ แต่ไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์หรือทำงานเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์โดยตรง
- ผู้ใช้โดยไม่เขียนโปรแกรมมีประติสัมพันธ์กับระบบด้วยการบันทึกข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์และผลลัพธ์จากระบบ
- นักคอมพิวเตอร์อาชีพ เป็นผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ออกแบบระบบและเขียนโปรแกรม



กลุ่มที่ ๓ เรื่องแนวคิดเกี่ยวกับพื้นฐานข้อมูลสำนักงาน
ฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันมาจัดเก็บในที่เดียวกันซึ่งแต่เดิมถูกจัดเก็บอยู่ในแต่ละแฟ้มข้อมูลเป็นระบบแฟ้มข้อมูลฐานข้อมูลมีความจำเป็นในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบแฟ้มข้อมูลได้แก่ความซับซ้อนของข้อมูล ความขัดแย้งของข้อมูล ความยากในการแก้ไขและบำรุงรักษา
การจัดการข้อมูลในสำนักงาน
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องมีการจัดการข้อมูลในสำนักงานมีดังนี้
- ปริมาณข้อมูลในสำนักงาน
- การใช้ข้อมูลร่วมกัน
- เกิดความแม่นยำของข้อมูล

วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2551

บีย่าปลื้มกระทิงแชมป์แถมตัวเองครองดาวซัลโว

ดาบิด บีย่า กองหน้าตัวเก่งทีมชาติสเปน สุดภูมิใจทีม "กระทิงดุ" ผงาดคว้าแชมป์ยูโร 2008 มาครอง ด้วยชัยชนะเหนือ "อินทรีเหล็ก" เยอรมัน 1-0 ในเกมนัดชิงชนะเลิศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พร้อมกับมอบรางวัล "ดาวซัลโวสูงสุด" ประจำทัวร์นาเมนต์ ด้วยผลงานยิง 4 เม็ด ให้เป็นรางวัลที่เป็นผลพวงจากความมุมานะของทีมทั้งทีม
บีย่า นั้นโชคร้ายอดเล่นนัดชิง ยูโร 2008 เพราะเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาขวาฉีก ในเกมรอบรองชนะเลิศกับ รัสเซีย แต่ผลงานทะลวง 4 ลูก ในรอบแบ่งกลุ่ม เพียงพอต่อการทำให้เขาได้รางวัลดาวยิงสูงสุด โดย บีย่า กล่าวอย่างถ่อมตัว ว่า "ผมมีความสุขมาก แต่รางวัลดาวซัลโวสูงสุดเป็นของทีมทั้งทีม ผมคงยิงได้ไม่ถึง 4 ลูก หากปราศจากเพื่อนร่วมทีมทุกคน"
"ผมคิดว่าเราเล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยมในทุกๆ เกมที่ผ่านมา และคงไม่มีข้อกังขาเลยว่าเราเป็นทีมที่ดีที่สุดประจำทัวร์นาเมนต์ตั้งแต่ต้นจนจบ เราแสดงให้เห็นแล้วว่าเราต้องการอะไรตั้งแต่นัดแรก และในบางช่วงเรายังมีดวงของทีมที่จะเป็นแชมป์ช่วยด้วย"
ดาวยิงจาก บาเลนเซีย บอกอีกว่า ทีมกระทิงหนุ่ม ได้รับแรงบันดาลใจที่จะคว้าแชมป์ยูโร ครั้งแรกในรอบ 44 ปี จากภาพทีมชุดคว้าแชมป์ปี 1964 "เรามองดูภาพทีมแชมป์ปี 1964 อย่างภาคภูมิใจ และบอกตัวเองว่า - นี่คือฮีโร่ของเรา พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ - ตอนนี้พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกับพวกเขาแล้ว เราทำได้แบบที่พวกเขาทำ และเราภูมิใจที่มีภาพแบบนั้นอีกหลังจากหลายปีที่ผ่านมา"
นอกจากนี้ กองหน้าวัย 27 ปี ยังขออุทิศแชมป์นี้ให้แก่คุณหมอ เคนนาโร่ บอร์เรส แพทย์ประจำทีมชาติ ที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง วันที่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมา "ผมหวังว่าเขาจะมองดูเราอย่างมีความสุข และภาคภูมิใจจากสรวงสวรรค์ เราขอมอบแชมป์ครั้งนี้ให้แก่เขา"

สเปน แชมป์ยูโร 2008 ชนะ เยอรมัน 1-0



สเปน แชมป์ยูโร 2008 ชนะ เยอรมัน 1-0


สเปน เถลิงบัลลังก์แชมป์ ตอร์เรส ยิงชนะเยอรมัน ศึกลูกหนัง "ยูโร 2008" ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และออสเตรีย เมื่อคืนวันที่ 29 มิถุนายน เดินทางมาถึงนัดชิงชนะเลิศ เป็นการพบกันที่สมศักดิ์ศรีระหว่าง "อินทรีเหล็ก" เยอรมนี แชมป์ 3 สมัย ดวลกับ "กระทิงดุ" สเปน แชมป์ 1 สมัย ที่สนามแอร์นส์ท ฮัปเปิล สตาดิโอน กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เยอรมันได้รับข่าวดีเมื่อ "ไกเซอร์น้อย" มิชาเอล บัลลัค ผ่านความฟิตลงสนามได้ ขณะที่ สเปนไม่มี ดาวิด บีญา กองหน้าตัวเก่งที่ได้รับบาดเจ็บ ต้องใช้ "เอล นินโญ" เฟร์นานโด ตอร์เรส ยืนเป็นศูนย์หน้าเป้าคนเดียว และส่ง เชส ฟาเบรกัส ลงมาเล่นแทน เริ่มเกมเป็นเยอรมันที่ได้ลุ้นประตูก่อน ตั้งแต่ 8 นาทีแรก โธมัส ฮิตเซิลแบร์เกอร์ ได้ยิงไกลนอกกรอบ แต่เบาเกินไปเข้ามือผู้รักษาประตู แต่จังหวะถัดมา สเปนมีโอกาสลุ้นประตูบ้าง จากจังหวะเปิดบอลของ ชาบี เฮอร์นันเดซ บอลแฉลบ แพร์ มาเตซัคเกอร์ เปลี่ยนทางเกือบเข้าประตูตัวเอง โชคดี เยนส์ เลห์มันน์ พุ่งปัดได้ทัน
หลังผ่าน 15 นาทีแรก เป็นฝั่งสเปนที่ครองเกมได้เหนือกว่า และเกือบได้ประตูออกนำในนาทีที่ 22 เฟร์นันโด ตอร์เรส ขึ้นโหม่งโล่งๆ แต่บอลพุ่งไปชนโคนเสากระดอนออกมาอย่างน่าเสียดาย อย่างไรก็ตาม ตอร์เรส ก็มาทำประตูขึ้นนำได้ในที่สุด จากลูกจ่ายทะลุช่อง ตอร์เรส สปีดแซง ฟิลิปป์ ลาห์ม ก่อนจะดีดบอลข้ามตัว เลห์มัน เข้าไปตุงตาข่ายให้ทีมกระทิงดุขึ้นนำ 1-0 จนจบครึ่งแรก ครึ่งหลัง เกมยังคงเป็นสเปนที่ครองบอลได้เหนือกว่า และเกือบได้ลูกที่ 2 หลายครั้ง ทั้งจากลูกยิงของ ชาบี แต่ เลห์มันน์ ยังป้องกันไว้ได้ และจังหวะสอดขึ้นไปโหม่งของ แซร์จิโอ รามอส เน้นๆ แต่ก็ไม่ผ่านมือ เลห์มันน์ ช่วง 15 นาทีสุดท้าย เยอรมัน ส่งศูนย์หน้าลงมาครบทั้ง 3 คน หวังทวงประตูคืน แต่กลับไปเข้าทางสเปนที่ใช้เกมโต้กลับเล่นงาน จนเกือบจะได้ประตูขึ้นนำอีกหลายครั้ง แต่เวลาที่เหลือก็ไม่มีฝ่ายใดทำประตูได้ ครบ 90 นาที สเปนชนะ 1-0 คว้าแชมป์มาครองได้ในที่สุด เป็นการคว้าแชมป์คราวนี้เป็นสมัยที่ 2 หลังจากเคยทำได้เมื่อ 1964 ที่ประเทศตัวเองเป็นเจ้าภาพ
ชัยชนะครั้งนี้ ยังทำให้ "ขรัวเฒ่า" หลุยส์ อราโกเนส ผู้จัดการทีมสเปน ทำสถิติผู้จัดการทีมที่อายุมากที่สุดที่ทำทีมคว้าแชมป์ ในวัย 69 ปี ซึ่งจะครบ 70 ปี ในวันที่ 28 กรกฎาคมนี้ และเป็นแชมป์ส่งท้ายของเขา เนื่องจากได้ประกาศวางมือหลังจากจบทัวร์นาเมนต์นี้ ส่วนผู้ที่จะมารับตำแหน่งต่อคือ บิเซนเต เดล บอสเก อดีตผู้จัดการทีมของ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด สำหรับผู้ที่ได้ตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุด คือ ดาวิด บีญา ของสเปน ยิงไปทั้งหมด 4 ประตู และยังเป็นคนเดียวที่ทำแฮตทริกได้ในเกมแรกที่ สเปนเอาชนะรัสเซีย 4-1 ขณะที่ มิชาเอล บัลลัค ยังต้องฝันร้ายลบอาถรรพ์อกหักในนัดชิงชนะเลิศต่อไป หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะในนามทีมชาติ หรือสโมสร บัลลัค เป็นต้องพ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศตลอด